news 7avatar pink

WORLD4  Thailand

หมวดหมู่: บริษัทจดทะเบียน

TRIS7 15ทริสเรทติ้ง คงอันดับเครดิตองค์กร & หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 'บ. กรุงเทพดุสิตเวชการ' ที่ 'AA-' แนวโน้ม 'Stable'

     ทริสเรทติ้ง คงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ 'AA-'ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต ‘Stable’หรือ ‘คงที่’โดยอันดับเครดิตสะท้อนถึงสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งของบริษัทจากการเป็นผู้ประกอบการโรงพยาบาลเอกชนรายใหญ่ที่สุดในประเทศที่มีเครือข่ายโรงพยาบาลขนาดใหญ่และมีตราสัญลักษณ์โรงพยาบาลที่เป็นที่ยอมรับและเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดี โดยได้รับแรงหนุนจากการให้บริการที่มีคุณภาพสูงและบุคลากรทางการแพทย์ที่เชี่ยวชาญ การประเมินอันดับเครดิตยังพิจารณาถึงผลการดำเนินงานที่ดีของบริษัท ตลอดจนความเสี่ยงทางด้านการเงินที่อยู่ในระดับปานกลางและแรงกดดันจากสภาวะการแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจให้บริการด้านสุขภาพทั้งจากผู้ประกอบการภายในประเทศและต่างประเทศด้วย

 

ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต

เป็นผู้ประกอบการโรงพยาบาลเอกชนรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทยด้วยเครือข่ายโรงพยาบาลที่กว้างขวาง

    สถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งของบริษัทกรุงเทพดุสิตเวชการสะท้อนความเป็นผู้นำในธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนในประเทศไทย บริษัทมีเครือข่ายโรงพยาบาลที่กว้างขวางที่สุดซึ่งครอบคลุมโรงพยาบาล 45 แห่งทั่วประเทศที่สามารถให้บริการผู้ป่วยในทั้งสิ้น 5,996 เตียง ณ เดือนมิถุนายน 2561 นอกจากนี้ บริษัทยังมีบุคลากรทางการแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรม โดยมีแพทย์ที่ปฏิบัติงานในเครือโรงพยาบาลกว่า 11,600 คนและมีพยาบาลที่ปฏิบัติงานเต็มเวลาประมาณ 8,000 คน

      ในปี 2560 บริษัทมีรายได้จากการให้บริการด้านสุขภาพและการขายรวมเกือบ 72,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นส่วนแบ่งทางการตลาดประมาณ 55% ของรายได้รวมในกลุ่มผู้ประกอบการโรงพยาบาลเอกชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด ในขณะที่เมื่อพิจารณาจากขนาดแล้ว บริษัทมีจำนวนเตียงที่ให้บริการผู้ป่วยคิดเป็นสัดส่วน 16% ของจำนวนเตียงในโรงพยาบาลเอกชนทั้งหมดในประเทศและคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 5% ของจำนวนเตียงในโรงพยาบาลทั้งหมดในประเทศไทย

    ทริสเรทติ้ง เห็นว่าบริษัทน่าจะยังคงสถานะทางการตลาดที่แข็งแกร่งและคงความได้เปรียบในการแข่งขันที่เหนือกว่าคู่แข่งต่อไปได้จากการมีขนาดและเครือข่ายโรงพยาบาลที่กว้างขวาง ประกอบกับความหลากหลายของบริการและทำเลที่ตั้งของโรงพยาบาลในเครือข่าย ทั้งนี้ บริษัทมีความสามารถในการให้บริการด้านสุขภาพที่ครอบคลุมการรักษาทั้งโรคที่มีความซับซ้อนและโรคที่มีความรุนแรง

มีตราสัญลักษณ์โรงพยาบาลที่เป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีซึ่งครอบคลุมกลุ่มคนไข้ที่มีรายได้ปานกลางถึงสูง

       บริษัทมีตราสัญลักษณ์โรงพยาบาลหลัก ๆ จำนวน 5 ตราซึ่งเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีในประเทศไทย ได้แก่ โรงพยาบาลกรุงเทพ โรงพยาบาลสมิติเวช โรงพยาบาลบีเอ็นเอช โรงพยาบาลพญาไท และโรงพยาบาลเปาโล ปัจจุบันโรงพยาบาลในเครือข่ายของบริษัทจำนวน 14 แห่งและคลินิกอีก 1 แห่งได้รับการรับรองมาตรฐานจาก Joint Commission International (JCI) และเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในกลุ่มคนไข้ต่างชาติ โดยโรงพยาบาลกรุงเทพ โรงพยาบาลสมิติเวช และโรงพยาบาล

      บีเอ็นเอชมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นคนไข้ที่มีรายได้ปานกลางระดับบนไปจนถึงรายได้สูงและคนไข้ต่างชาติ ในขณะที่โรงพยาบาลเปาโลและโรงพยาบาลพญาไทมีลูกค้าเป้าหมายเป็นกลุ่มคนไข้ที่มีรายได้ปานกลางถึงสูงและคนไข้ในระบบประกันสังคม

        บริษัทมีจำนวนผู้ป่วยนอกต่อวันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2561 มีจำนวนผู้ป่วยนอกที่เข้ามารับบริการในโรงพยาบาลของบริษัทรวม 28,574 รายต่อวัน เพิ่มขึ้นจาก 21,960 รายต่อวันในปี 2556 และมีผู้ป่วยในเข้ามารับบริการจำนวน 3,998 คนต่อวัน เพิ่มขึ้นจาก 3,054 คนต่อวันในปี 2556 ส่วนจำนวนคนไข้ต่างชาติที่เข้ามารับบริการคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 14% ของจำนวนคนไข้ทั้งหมด แม้ว่าเศรษฐกิจในประเทศแถบตะวันออกกลางจะชะลอตัว แต่จำนวนคนไข้ต่างชาติที่เข้ามารับการรักษาในโรงพยาบาลในเครือของบริษัทยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีจำนวน 4,062 คนต่อวันในช่วงครึ่งแรกของปี 2561 จาก 2,926 คนต่อวันในปี 2556 การที่บริษัทมีฐานลูกค้าครอบคลุมกลุ่มคนไข้ที่มีรายได้ปานกลางถึงสูงในหลากหลายทำเลช่วยทำให้รายได้และกำไรของบริษัทมีเสถียรภาพ

 

มีภาระหนี้สินในระดับปานกลางจากการขยายเครือข่ายโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง

       ทริสเรทติ้ง คาดว่า ระดับหนี้สินของบริษัทจะค่อย ๆ ลดลงในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าเนื่องจากแผนการขยายเครือข่ายโรงพยาบาลของบริษัทจะเสร็จสิ้นภายในปี 2563 โดยคาดว่าระดับหนี้สินทางการเงินที่ปรับปรุงแล้วของบริษัทจะอยู่ในระดับ 37,000-40,000 ล้านบาทในช่วง 3 ปีข้างหน้า และอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินที่ปรับปรุงแล้วต่อเงินทุนจะลดลงมาอยู่ที่ระดับ 30%-32% ภายในปี 2564 จากระดับ 34.15% ณ เดือนมิถุนายน 2561 ทั้งนี้ การประเมินอันดับเครดิตยังพิจารณารวมไปถึงเงินลงทุนตามแผนและอัตราส่วนเงินปันผลจ่ายที่ระดับไม่น้อยกว่า 50% ของกำไรสุทธิรวมของบริษัทอีกด้วย ทริสเรทติ้งคาดว่าอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายของบริษัทจะอยู่ในระดับประมาณ 2 เท่าภายในปี 2564

     บริษัทตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มโรงพยาบาลในเครือข่ายให้มีถึง 50 แห่งภายในปี 2563 ซึ่งจะทำให้บริษัทเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการด้านสุขภาพรายสำคัญในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก บริษัทได้เปิดโรงพยาบาล “ชีวา ทรานสิชั่นนัล แคร์” ในเดือนตุลาคม 2561 และปัจจุบันกำลังก่อสร้างโรงพยาบาลกรุงเทพเชียงรายเพื่อรองรับผู้ป่วยในจังหวัดเชียงราย พะเยา และน่าน รวมถึงคนไข้ต่างชาติจากประเทศจีนตอนใต้ นอกจากนี้ บริษัทยังกำลังทำการขยายโรงพยาบาลกรุงเทพสำนักงานใหญ่ (Bangkok International Hospital) ซึ่งจะให้บริการทางการแพทย์เฉพาะทาง เช่น ศูนย์ประสาทวิทยา ศูนย์กระดูกสันหลัง และศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพเพื่อรองรับโอกาสที่จะรักษาผู้ป่วยต่างชาติที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังมีโครงการสร้างโรงพยาบาลจอมเทียนในจังหวัดชลบุรีเพื่อรองรับผู้ป่วยในภาคตะวันออกซึ่งโครงการนี้จะได้รับประโยชน์จากโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกของภาครัฐอีกด้วย ทั้งนี้ โรงพยาบาลและโครงการลงทุนใหม่ ๆ เหล่านี้จะเพิ่มจำนวนเตียงผู้ป่วยได้อีกประมาณ 640 เตียงหรือคิดเป็นประมาณ 8% ของจำนวนเตียงที่มีอยู่ในปัจจุบันของบริษัท

      บริษัทได้เปิด BDMS Wellness Clinic ซึ่งเป็นบริการใหม่เมื่อเดือนธันวาคม 2560 โดยคลินิกดังกล่าวเป็นศูนย์สุขภาพครบวงจรที่ให้บริการด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและการฟื้นฟูสุขภาพ ปัจจุบันบริษัทเปิดให้บริการแล้ว 4 คลินิก ได้แก่ 1. Regenerative 2. Musculoskeletal and Sports 3. Dental และ 4. Fertility ส่วนที่เหลืออีก 4 คลินิกจะเปิดให้บริการภายในปีนี้ นอกจากนี้ บริษัทยังพัฒนาศูนย์การแพทย์แห่งความเป็นเลิศ (Centers of Excellence -- COEs) โดยยกระดับโรงพยาบาลชั้นนำ 10 แห่งในเครือเพื่อให้บริการรักษาโรคที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ทริสเรทติ้งเชื่อว่า BDMS Wellness Clinic และศูนย์การแพทย์แห่งความเป็นเลิศจะเพิ่มจำนวนคนไข้ต่างชาติและคนไทยที่มีระดับรายได้สูงที่มีความต้องการรับบริการด้านสุขภาพและรักษาโรคที่มีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้นตลอดจนมีรายได้จากค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้นด้วย

 

อุปสงค์เกี่ยวกับบริการด้านสุขภาพขยายตัว แต่การแข่งขันทวีความรุนแรง

        ทริสเรทติ้ง คาดว่าอุปสงค์ของบริการด้านสุขภาพในประเทศจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากสังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ประชากรจำนวนมากมีอายุยืนยาวขึ้นเนื่องจากประชาชนมีความใส่ใจในเรื่องสุขภาพมากยิ่งขึ้น ณ เดือนธันวาคม 2560 ประเทศไทยมีประชากรมีที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปคิดเป็นสัดส่วน 15.5% ของประชากรทั้งหมด ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประมาณการว่าประชากรที่มีอายุ 60 ปีหรือมากกว่าจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 18% ในปี 2563 และ 25% ในปี 2573 ซึ่งสัดส่วนประชากรสูงวัยที่เพิ่มขึ้นจะผลักดันให้อุปสงค์ของการใช้บริการทางการแพทย์สูงขึ้นตามไปด้วย

       ทริสเรทติ้ง ประมาณการว่าจำนวนคนไข้ต่างชาติที่เข้ามารับการรักษาในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นเมื่อพิจารณาจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น โดยในปี 2560 บริษัทให้บริการด้านสุขภาพแก่คนไข้ต่างชาติทั้งสิ้น 1.31 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4% จาก 1.26 ล้านคนในปี 2559 ทั้งนี้ กรมการท่องเที่ยวรายงานนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงเดือนสิงหาคม 2561 ว่ามีจำนวน 25.9 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้น 10% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และคาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งสิ้นประมาณ 38 ล้านคนในปี 2561 ทริสเรทติ้งคาดว่านักท่องเที่ยวชาวจีนจะเข้ามาใช้บริการด้านสุขภาพในประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นโดยเฉพาะในด้านความงาม การตรวจร่างกาย การดูแลสุขภาพฟัน และเพื่อเพิ่มโอกาสการมีบุตร

      แม้ปัจจัยต่าง ๆ ข้างต้นจะแสดงถึงโอกาสในการเติบโตของอุตสาหกรรมด้านการรักษาพยาบาลของไทย อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในอุตสาหกรรมยังถือว่ามีความรุนแรง กล่าวคือ โรงพยาบาลเอกชนต้องแข่งขันกับทั้งโรงพยาบาลในประเทศและโรงพยาบาลในประเทศอื่น ๆ ที่อยู่ในทวีปเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการรักษาโรคที่มีระดับความซับซ้อนสูง อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยในฐานะที่เป็นศูนย์กลางทางด้านการรักษาพยาบาลของเอเชีย ยังคงมีจุดแข็งทางการแข่งขันทั้งในด้านของทำเลที่ตั้ง คุณภาพการให้บริการ และราคาเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ เช่น สิงคโปร์และมาเลเซีย เป็นต้น

 

คาดว่าจะมีผลประกอบการที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

     จากสมมติฐานขั้นพื้นฐานของทริสเรทติ้งคาดว่ารายได้ของบริษัทจะเติบโตที่ระดับ 6%-8% ในช่วง 3 ปีข้างหน้าจากผลของจำนวนคนไข้ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงจำนวนเครือข่ายโรงพยาบาลแห่งใหม่ที่เพิ่มขึ้น และความรุนแรงของโรคที่สูงขึ้น ทริสเรทติ้งเชื่อว่าบริษัทจะพยายามขยายฐานลูกค้าและให้บริการด้านสุขภาพที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น โดยคาดว่ากลุ่มคนไข้ที่มีประกันสุขภาพจะเพิ่มมากขึ้นซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนให้จำนวนคนไข้รวมเพิ่มมากขึ้นและอัตราการครองเตียงของคนไข้ในปรับเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2561 บริษัทมีรายได้ค่ารักษาพยาบาลจากกลุ่มคนไข้ที่มีประกันสุขภาพคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 28% ของรายได้จากการรักษาพยาบาลรวมของบริษัท โดยเพิ่มขึ้นจาก 26% ในปี 2560 นอกจากนี้ ทริสเรทติ้งยังคาดว่าศูนย์การแพทย์แห่งความเป็นเลิศจะสามารถดึงดูดคนไข้ให้มารับบริการเพิ่มขึ้นด้วยเนื่องจากศูนย์ดังกล่าวสามารถให้บริการรักษาโรคที่มีความซับซ้อนและรุนแรงสูงกว่าได้ ส่วน BDMS Wellness Clinic นั้น ทริสเรทติ้งคาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่งในการสร้างรายได้และกำไร

     ทริสเรทติ้ง คาดว่า อัตรากำไรจากการดำเนินงานของบริษัทจะอยู่ที่ระดับ 22%-23% ในช่วง 3 ปีข้างหน้าซึ่งสะท้อนถึงความพยายามในการควบคุมต้นทุนของบริษัท ตลอดจนอัตราการครองเตียงที่เพิ่มขึ้น และค่าบริการที่สูงขึ้นจากโรคที่มีความซับซ้อนมากขึ้น นอกจากนี้ ทริสเรทติ้งยังคาดว่าบริษัทจะได้ประโยชน์จากการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นจากการประหยัดจากขนาด ตลอดจนจากอัตราการครองเตียงที่สูงขึ้น และจากการใช้ทรัพยากรร่วมกันในเครือข่ายโรงพยาบาลของบริษัท

 

มีสภาพคล่องที่เพียงพอ

        บริษัทมีสภาพคล่องที่เพียงพอ ทั้งนี้ ในช่วง 12-24 เดือนข้างหน้าบริษัทจะมีแหล่งเงินทุนที่เพียงพอที่จะรองรับภาระผูกพันทางการเงินต่างๆ และเงินลงทุนได้ โดยแหล่งเงินทุนจะมาจากเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดจำนวน 5,651 ล้านบาท ณ เดือนมิถุนายน 2561 โดยที่บริษัทจะมีเงินทุนจากการดำเนินงานประมาณ 14,000-16,000 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่ความต้องการใช้เงินทุนจะเป็นค่าใช้จ่ายเงินลงทุนตามแผนการขยายเครือข่ายโรงพยาบาลและเพื่อบำรุงรักษาสินทรัพย์ที่ประมาณ 8,000-10,000 ล้านบาทต่อปี บริษัทมีหนี้ระยะสั้นจำนวน 1,040 ล้านบาท ณ เดือนมิถุนายน 2561 และมีหนี้ระยะยาวที่จะครบกำหนดชำระในช่วงครึ่งหลังของปี 2561 จำนวน 703 ล้านบาท กับอีกประมาณ 4,200 ล้านบาทในปี 2562 และประมาณ 5,500 ล้านบาทในปี 2563 นอกจากนี้ ยังคาดว่าบริษัทจะจ่ายเงินปันผลประมาณ 5,200-5,500 ล้านบาทต่อปี บริษัทยังมีเงินลงทุนใน บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท โรงพยาบาลรามคำแหง จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีมูลค่ายุติธรรมรวมอยู่ที่ 41,059 ล้านบาท ณ วันที่ 12 ตุลาคม 2561 ที่จะช่วยเสริมความยืดหยุ่นทางการเงินให้แก่บริษัทอีกด้วย

       ข้อกำหนดทางการเงินที่บริษัทมีกับผู้ถือหุ้นกู้และธนาคารระบุให้บริษัทต้องคงระดับอัตราส่วนเงินกู้รวมต่อส่วนทุนไม่ให้เกิน 1.75 เท่าและอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายไม่ให้เกิน 3.25 เท่า ทั้งนี้ ณ สิ้นปี 2560 บริษัทสามารถรักษาข้อกำหนดทางการเงินดังกล่าวเอาไว้ในระดับที่ต่ำกว่าเกณฑ์ได้โดยมีอัตราส่วนอยู่ที่ระดับ 0.5 เท่าและ 1.9 เท่าตามลำดับ เมื่อพิจารณาจากนโยบายทางการเงินที่ระมัดระวังของบริษัทแล้ว ทริสเรทติ้งเชื่อว่าบริษัทจะยังคงสามารถปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อกำหนดทางการเงินดังกล่าวได้

 

แนวโน้มอันดับเครดิต

       แนวโน้มอันดับเครดิต 'Stable'หรือ 'คงที่'สะท้อนถึงความคาดหมายของทริสเรทติ้งว่าบริษัทจะคงรักษาสถานะผู้นำในธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนเอาไว้ได้และยังคงมีผลประกอบการทางการเงินที่เข้มแข็งต่อไป

 

ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง

         อันดับเครดิตอาจได้รับแรงกดดันให้ต้องปรับลดลงหากบริษัทมีการลงทุนโดยการก่อหนี้เชิงรุกจนทำให้อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนสูงกว่า 45% หรือทำให้อัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินอยู่ต่ำกว่า 30% เป็นระยะเวลาต่อเนื่อง นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานที่อ่อนตัวลงอย่างมีนัยสำคัญเป็นระยะเวลาต่อเนื่องอาจส่งผลในเชิงลบต่ออันดับเครดิตได้ ในขณะที่โอกาสในการปรับเพิ่มอันดับเครดิตของบริษัทสามารถเกิดขึ้นได้หากผลการดำเนินงานและสถานะทางการเงินของบริษัทปรับดีขึ้นอย่างมากจนทำให้อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายลดลงมาอยู่ในระดับต่ำกว่า 2 เท่าเป็นระยะเวลาต่อเนื่อง

 

บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) (BDMS)

อันดับเครดิตองค์กร:       AA-

อันดับเครดิตตราสารหนี้:

BDMS202A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 3,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2563            AA-

BDMS222A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2565            AA-

BDMS233A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 4,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2566            AA-

BDMS242A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2567            AA-

BDMS256A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2568            AA-

BDMS266A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 3,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2569            AA-

แนวโน้มอันดับเครดิต:           Stable

บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด/ www.trisrating.com

ติดต่อ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. โทร. 0-2098-3000 อาคารสีลมคอมเพล็กซ์ ชั้น 24 191 ถ. สีลม กรุงเทพฯ 10500

         บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2561 ห้ามมิให้บุคคลใด ใช้ เปิดเผย ทำสำเนาเผยแพร่ แจกจ่าย หรือเก็บไว้เพื่อใช้ในภายหลังเพื่อประโยชน์ใดๆ ซึ่งรายงานหรือข้อมูลการจัดอันดับเครดิต ไม่ว่าทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน และไม่ว่าในรูปแบบ หรือลักษณะใดๆ หรือด้วยวิธีการใดๆ โดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจาก บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ก่อน การจัดอันดับเครดิตนี้มิใช่คำแถลงข้อเท็จจริง หรือคำเสนอแนะให้ซื้อ ขาย หรือถือตราสารหนี้ใดๆ แต่เป็นเพียงความเห็นเกี่ยวกับความเสี่ยงหรือความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้นั้นๆ หรือของบริษัทนั้นๆ โดยเฉพาะ ความเห็นที่ระบุในการจัดอันดับเครดิตนี้มิได้เป็นคำแนะนำเกี่ยวกับการลงทุน หรือคำแนะนำในลักษณะอื่นใด การจัดอันดับและข้อมูลที่ปรากฏในรายงานใดๆ ที่จัดทำ หรือพิมพ์เผยแพร่โดย บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้จัดทำขึ้นโดยมิได้คำนึงถึงความต้องการด้านการเงิน พฤติการณ์ ความรู้ และวัตถุประสงค์ของผู้รับข้อมูลรายใดรายหนึ่ง ดังนั้น ผู้รับข้อมูลควรประเมินความเหมาะสมของข้อมูลดังกล่าวก่อนตัดสินใจลงทุน บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้รับข้อมูลที่ใช้สำหรับการจัดอันดับเครดิตนี้จากบริษัทและแหล่งข้อมูลอื่นๆ ที่เชื่อว่าเชื่อถือได้

      ดังนั้น บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด จึงไม่รับประกันความถูกต้อง ความเพียงพอ หรือความครบถ้วนสมบูรณ์ของข้อมูลใดๆ ดังกล่าว และจะไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสีย หรือความเสียหายใดๆ อันเกิดจากความไม่ถูกต้อง ความไม่เพียงพอ หรือความไม่ครบถ้วนสมบูรณ์นั้น และจะไม่รับผิดชอบต่อข้อผิดพลาด หรือการละเว้นผลที่ได้รับหรือการกระทำใดๆโดยอาศัยข้อมูลดังกล่าว ทั้งนี้ รายละเอียดของวิธีการจัดอันดับเครดิตของ บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เผยแพร่อยู่บน Website: http://www.trisrating.com/th/rating-information-th2/rating-criteria.html