news 7avatar pink

WORLD4  Thailand

หมวดหมู่: บทความการเงิน

Deloitte Dr.NarainFintech และ เทคโนโลยีสมัยใหม่ : ตอบรับโอกาสพร้อมทั้งเข้าใจความเสี่ยงกับกรณีศึกษาประเทศสิงค์โปร์

    Disruptive technology หรือที่เราสามารถแปลได้ตรงตัวคือ นวัตกรรมเทคโนโลยีที่สร้างผลกระทบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงจากสภาวะที่ดำรงอยู่ การพัฒนาของเทคโนโลยีกลุ่มนี้นั้นได้สร้างผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อเศรษกิจทั่วโลก ซึ่งธุรกิจที่ได้รับผลกระทบทั้งด้านบวกและลบอย่างชัดเจนจากการพัฒนาของเทคโนโลยีคือ ธุรกิจด้านการเงินการธนาคาร เนื่องด้วยธรรมชาติของการทำงานธุรกรรมต่างๆ ของธุรกิจการเงินอยู่ในรูปของดิจิทอลอยู่แล้ว ยิ่งปัจจุบันทั่วโลกเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเป็นโลกดิจิตอลมากขึ้นยิ่ง ก็ยิ่งจำเป็นที่เราจะต้องปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงพัฒนาและนำเทคโนโลยีใหม่ๆเหล่านี้มาใช้เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการให้บริการและประสบการณ์ของลูกค้า ซึ่งไม่เพียงแต่ธุรกิจการเงินการธนาคารเท่านั้น แต่รวมไปถึงธุรกิจประเภทอื่นๆ ด้วยเช่นกัน การปรับตัวในทุกภาคส่วนธุรกิจนี้เองได้นำไปสู่ความร่วมมือระหว่างบริษัทในธุรกิจเดียวกันและระหว่างธุรกิจมากยิ่งขึ้น

       แต่อย่างไรก็ตาม การที่ธุรกิจต่าง ๆ ปรับตัวเข้าหาเทคโนโลยีและมีการเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายมากขึ้น ก็นำไปสู่ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อทั้งตัวบริษัทเองและระบบเครือข่าย และด้วยการใช้งานเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มากขึ้นย่อมทำให้ธุรกิจต้องแบกรับความเสี่ยงที่ไม่สามารรถคาดการณ์ล่วงหน้ามากขึ้นตามมาเช่นกัน

 

ระดับความเสี่ยงและผลกระทบ

       โอกาสมักมาพร้อมกับความเสี่ยง ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ที่จำเป็นต้องได้รับการประเมิน, การบริหารจัดการและการป้องกันอย่างเหมาะสม เพื่อให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์หลักของการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆได้อย่างสมบูรณ์ ความเสี่ยงที่เกี่ยวเนื่องกับ Disruptive technology สามารถแบ่งได้เป็นหลายระดับดังต่อไปนี้

 

ระดับความเสี่ยง 1: ผลกระทบระดับองค์กร

     สถาบันการเงินต้องมีการวิเคราะห์ความซับซ้อนที่เกิดขึ้น ผู้บริหารด้านความเสี่ยงหรือ CRO (Chief Risk Officer) จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการวางกลยุทธ์ที่จะออกแบบกรอบการกำกับดูแลและการควบคุมที่มีประสิทธิภาพให้กับองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของความเสี่ยงในระดับปฏิบัติการ เช่น การป้องกันการฟอกเงิน และ การต่อต้านการจัดหาเงินทุนของการก่อการร้าย, ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล, และ ความเสี่ยงด้านไซเบอร์

 

ระดับความเสี่ยง 2: ผลกระทบระดับกลุ่มอุตสาหกรรม

     ในปัจจุบันบริษัทในกลุ่มการเงินมีความเสี่ยงอย่างสูงที่การบริการทางด้านการเงินแบบเดิมจะถูกรบกวนหรือเข้ามาแทนที่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในปัจจุบันเช่น Blockchain หรือ P2P lending (การกู้ยืมเงินจากคนสู่คนโดยไม่ผ่านสถาบันการเงิน) โดยทุกองค์กรทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร หรือ สถาบันการเงินอื่น ๆ ต้องตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงซึ่งจะช่วยให้รอดพ้นการการแข่งขันรูปแบบใหม่นี้ โดยตัวอย่างการปรับตัวที่หลายองค์กรกำลังเดินหน้าทำคือการ ร่วมมือกันกับบริษัทต่าง เช่น Fintech ที่จะนำเทคโนโลยีและความชำนาญมาใช้ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันขององค์กรภายในตลาด

 

ระดับความเสี่ยง 3: ผลกระทบระดับบุคคลและสังคม

      ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีใหม่ๆที่ส่งผมกระทบอย่างรุนแรงกับการปฏิบัติงานขององค์กร โดยเฉพาะ ระบบอัตโนมัติ, ความเป็นส่วนตัว, และการจัดการบุคลากร การปรับเปลี่ยนความต้องการของสายงานและความชำนาญ งานพื้นฐานที่ไม่ได้มีความซับซ้อนมีโอกาสสูงที่จะโดนทดแทนโดยระบบอัตโนมัติ ในขณะที่สายงานที่มีความซับซ้อนและต้องการการวิเคราะห์อาจได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีที่จะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพขึ้น นี่เป็นสัญญานเตือนให้องค์กรเตรียมพร้อมบุคลากรกับการเปลี่ยนแปลงของความรู้ความชำนาญสำหรับการทำงานในอนาคต

 

กรณีศึกษา: การรับมือกับความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงของประเทศสิงค์โปร์

     สิงคโปร์ เป็นประเทศที่โดดเด่นในด้านการขับเคลื่อนและส่งเสริมเทคโนโลยีสารสนเทศในทุกส่วนของสังคมมาเป็นเวลานาน รวมถึงการเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีในภูมิภาค ปรากฏการณ์การเติบโตของ Fintech ในสิงค์โปร์ เกิดทั้งในภาคเอกชนและภาครัฐ ซึ่งเป็นการเสริมความเข้มแข็งให้กับการพัฒนานวัตกรรมมากยิ่งขึ้น

    อย่างไรก็ตาม อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นการพัฒนาของนวัตกรรมมาพร้อมกับความเสี่ยง การหาจุดสมดุลระหว่างการสนับสนุนให้เกิดการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ กับการควบคุมความเสี่ยงและผลกระทบเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำด้วยความระมัดระวัง เราสามารถเรียนรู้จากประเทศสิงคโปร์ได้ว่ามีการจัดการประเด็นเหล่านี้อย่างไร สิงค์โปร์วางนโยบายและแนวทางปฏิบัติไว้เป็น 3 หัวข้อหลัก ดังต่อไปนี้

 

1) วิสัยทัศน์: การลงทุนระยะยาวในอนาคต

       ภายใต้แผนงาน การเปลี่ยนแปลงประเทศเข้าสู่ยุคสารสนเทศ หรือ 'Smart Nation Transformation'รัฐบาลสิงคโปร์ได้ลงทุนจำนวนหลายพันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (Industry Transformation Programme) และกองทุนงานวิจัย (National Research & National Productivity Funds) เพื่อที่จะให้มั่นใจว่า ภาคธุรกิจและวิชาการได้รับแรงจุงใจ และส่งเสริมการลงทุนในการวิจัยเพื่อพัฒนาให้สิงคโปร์เป็นผู้ทำทางด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี ซึ่งจากการประกาศที่ผ่านมาของรัฐบาลในปี 2018 ก็เป็นตัวช่วยให้มีการลงทุนเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีการเสนอหักภาษีสำหรับค่าใช้จ่ายในโครงการวิจัยและพัฒนาที่ดำเนินการในประเทศสิงคโปร์รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property)

 

2) การศึกษา: การบ่มเพาะคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถให้เป็นผู้นำในอนาคต

       เพื่อให้มั่นใจได้ว่าพลเมืองของประเทศมีความพร้อมที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมต่าง ๆ รัฐบาลสิงคโปร์ลงทุนกว่า 145 ล้านเหรียญสิงคโปร์ ผ่านทางสภาเศรษฐกิจในอนาคต (The Future Economy Council (FEC)) เพื่อสนับสนุนและเพิ่มทักษะของบุคลากรตนเองโดยใช้โปรแกรมการเรียนรู้ต่าง ๆ เช่น TechSkills Accelerator (TeSA) และ SkillsFuture for Digital Workplace สำหรับเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่และการเปลี่ยนแปลงทางดิจิตอลของเศรษฐกิจ

 

3) นวัตกรรม: งานวิจัยที่สอดคล้องกับภาคอุตสาหกรรม

        เพื่อช่วยลดช่องว่างระหว่างงานวิจัยทางวิชาการ(ภาคทฤษฎี) และอุตสาหกรรม(ภาคปฏิบัติ) ในประเทศ ผ่านหน่วยงานที่ชื่อ Agency for Science and Technology Research (A*STAR) ซึ่งได้ทำงานอย่างใกล้ชิดผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น Tech Depot ซึ่งเป็นศูนย์กลางในการอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงเทคโนโลยีและดิจิตอลโซลูชั่นสำหรับองค์กรในท้องถิ่น และ Tech Access ซึ่งช่วยให้ องค์กรขนาดกลาง และ ขนาดย่อม (SME) สามารถเข้าถึงอุปกรณ์เทคโนโลยีและบุคลากรที่มีความชำนาญได้ ด้วยงบประมาณปี 2018 รัฐบาลมุ่งเป้าไปที่การเสริมสร้างความเข้มแข็งโดยมุ่งเน้นไปที่โครงการหุ่นยนต์เพื่อกระตุ้นการใช้หุ่นยนต์ให้แพร่หลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการก่อสร้าง

บทสรุป

       เช่นเดียวกับการค้นพบครั้งสำคัญ ๆ ในประวัติศาสตร์ การค้นพบ, การประดิษฐ์, และการใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ จะนำมาซึ่งโอกาสต่าง ๆ   สำหรับอุตสาหกรรมทางการเงินนี่อาจเป็นตัวเปลี่ยนเกมสำหรับองค์กร ที่จะเพิ่มความสามารถและลักษณะบริการแบบใหม่ และ วิธีการปรับตัวต่อตลาดและเศรษฐกิจที่พัฒนาตามเทคโนโลยี โดยการส่งเสริม ความโปร่งใส ประสิทธิภาพ และความร่วมมือระหว่างองค์กร การบริหารจัดการความเสี่ยงโดยรวมและสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคม

 

Singapore FinTech Festival 2018

       ในวันที่ 12-16 พฤศจิกายน 2018 สิงคโปร์จะเป็นเจ้าภาพจัดงานที่จะเป็นเวทีที่ใหญ่ที่สุดสำหรับ FinTech ทั่วโลก ซึ่งรวมไปถึงงานที่น่าตื่นเต้น เช่น FinTech Conference & Exhibition, Global FinTech Hackcelerator Demo Day, AI in Finance Summit และอื่น ๆ อีกมากมาย

       ในฐานะผู้สนับสนุนหลัก Grand Sponsor สำหรับงานนี้ Deloitte ใคร่ขอเรียนเชิญบริษัท FinTech และสถาบันการเงินรวมไปถึงสมาคมการเงินที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงานระดับโลกที่จะจัดขึ้นในปีนี้ ท่านสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ที่ https://fintechfestival.sg/ นอกจากนี้คุณยังสามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเรา เพื่อดูข้อมูลเกี่ยวกับ Deloitte Insight ของงานปีนี้และในอดีตที่: https://www2.deloitte.com/sg/en/pages/financial-services/topics/singapore-fintech-festival.html

      โปรดติดตามบทความข่าวสารของเราเพิ่มเติมภายหลังจากงานนี้ เราจะแชร์ข้อมูลและหัวข้อที่น่าตื่นเต้นน่าสนใจ นวัตกรรมทางการเงินใหม่ที่เกิดขึ้นภายใน Fintech Festival

แหล่งข้อมูล: Deloitte FSIReview Issue 18, August 2018