หมวดหมู่: มติ ครม.

GOV3 copy copyโครงการประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปีการผลิต 2563

 

       คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอดังนี้

  1.      เห็นชอบการดำเนินโครงการประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปีการผลิต 2563 (โครงการฯ)   ตามสาระสำคัญที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) มีมติให้ความเห็นชอบไว้ ซึ่งเป็นการดำเนินงานต่อเนื่องจากโครงการฯ ปีการผลิต 2562 ภายใต้วงเงินงบประมาณจำนวน 313.98 ล้านบาท โดยใช้เงินงบประมาณคงเหลือในส่วนที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้เบิกจ่ายจากสำนักงบประมาณ (สงป.) เพื่อดำเนินโครงการฯ ในปีการผลิต 2562 จำนวน 48.21 ล้านบาท และเสนอของบประมาณเพิ่มเติมจำนวน 265.77 ล้านบาท
  2. เห็นชอบให้ ธ.ก.ส. ทดรองจ่ายเงินอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยแทนรัฐบาลในส่วนของงบประมาณเพิ่มเติม จำนวน 265.77 ล้านบาท และเบิกเงินชดเชยตามจำนวนที่จ่ายจริงพร้อมด้วยอัตราต้นทุนเงิน ในอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือน ธ.ก.ส. บวกร้อยละ 1 ในปีงบประมาณถัดไปให้กับ ธ.ก.ส. ซึ่งคิดเป็นจำนวนเงินรวม 321.52 ล้านบาท
  3. มอบหมายให้ ธ.ก.ส. ดำเนินการขายกรมธรรม์ประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปีการผลิต 2563 ให้ได้ตามเป้าหมายและตามกำหนดเวลาการเอาประกันภัยของเกษตรกรทั้งในส่วนที่ 1 (Tier 1) และส่วนที่ 2 (Tier 2) พร้อมทั้งให้ ธ.ก.ส. บริหารจัดการความเสี่ยงในแต่ละพื้นที่ให้สอดคล้องกับหลักการประกันภัยและร่วมกับสมาคมประกันวินาศภัยไทย (สมาคมประกันฯ) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการประชาสัมพันธ์โครงการฯ รวมทั้งให้ความรู้ด้านการประกันภัยแก่เกษตรกรและบุคคลที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างความตระหนักรู้ในความสำคัญของการประกันภัย
  4. มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) ประสานงานกับ ธ.ก.ส. และสมาคมประกันฯ ดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลเอกสารทะเบียนเกษตรกรแบบประมวลรวบรวมความเสียหายและการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัย (แบบ กษ 02) และแบบรายงานข้อมูลความเสียหายจริงของเกษตรกร (แบบ กษ 02 เพื่อการประกันภัย) ตลอดจนดำเนินการเพื่อให้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบฐานข้อมูลสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับโครงการฯ เพื่อรองรับการเพิ่มพื้นที่เป้าหมาย และรองรับการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้รวดเร็วและถูกต้องมากขึ้น พร้อมทั้งให้กรมส่งเสริมการเกษตรเก็บข้อมูลพื้นที่ประสบภัยตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562
  5. มอบหมายให้สมาคมประกันฯ พิจารณากำหนดรูปแบบการประเมินความเสียหายแก่เกษตรกร ที่ได้รับความเสียหายแต่มิได้อยู่ในเขตพื้นที่ที่มีการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 ร่วมกับ ธ.ก.ส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาต่อไป
  6. มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ปรับปรุงกรมธรรม์ประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้เป็นไปตามรูปแบบและหลักเกณฑ์ของการรับประกันภัยโครงการฯ ปีการผลิต 2563 รวมทั้งอนุมัติกรมธรรม์และอัตราเบี้ยประกันภัยให้แล้วเสร็จและสามารถ เริ่มรับประกันภัย ในปีการผลิต 2563 ได้ทันทีภายหลังคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบโครงการฯ ปีการผลิต 2563 และดำเนินการสร้างความรู้ความเข้าใจ ตลอดจนประชาสัมพันธ์โครงการฯ ปีการผลิต 2563 ในภาพรวมและเชิงรุกร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และให้ กค. รับความเห็นของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องด้วย

                 

สาระสำคัญของเรื่อง

กค. รายงานว่า

  1. กค. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กษ. สำนักงาน คปภ. ธ.ก.ส. และสมาคมประกันฯ ได้ร่วมกันพิจารณาแนวทางการดำเนินโครงการฯ ปีการผลิต 2563 ดังนี้ (1) กำหนดหลักการให้เกษตรกรที่เป็นลูกค้าสินเชื่อเพื่อการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของ ธ.ก.ส. และเกษตรกรทั่วไปได้รับความคุ้มครองจากระบบการประกันภัยตามกฎของจำนวนมาก (Law of Large Numbers) (การใช้ข้อมูลจากสถิติในอดีตเพื่อคาดการณ์ผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต) เช่นเดียวกับการดำเนินโครงการฯ ในปีการผลิต 2562 (2) ปรับปรุงอัตราค่าเบี้ยประกันภัยพื้นฐานในส่วนที่ 1 (Tier 1) และอัตราค่าเบี้ยประกันภัยภาคสมัครใจในส่วนที่ 2 (Tier 2) ให้มีความสอดคล้องกับข้อมูลสถิติอัตราส่วนความเสียหาย (Damage Ratio) ของพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั้งประเทศ และอัตราส่วนค่าสินไหมทดแทน (Loss Ratio)1 ของการรับประกันภัย

         โดยกำหนดอัตราเบี้ยประกันภัยอัตราเดียวสำหรับการรับประกันภัยในส่วนของ Tier 1 และคงรูปแบบการรับประกันภัยเพิ่มเติมในส่วนของ Tier 2 โดยกำหนดอัตราเบี้ยประกันภัยตามระดับพื้นที่ความเสี่ยงภัยในระดับอำเภอเพื่อให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ มีส่วนร่วมในการรับภาระค่าเบี้ยประกันภัยโดยสามารถขอเอาประกันภัยเพื่อรับความคุ้มครองเพิ่มเติมจากส่วนที่ภาครัฐให้การอุดหนุนอัตราค่าเบี้ยประกันภัย (3) กำหนดพื้นที่เป้าหมายการรับประกันภัยให้ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในทุกพื้นที่ [ผู้เอาประกันภัย คือ เกษตรกรผู้เพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกร (ทบก.) กับกรมส่งเสริมการเกษตร ในปีการผลิต 2563/2564] จากเดิม ในปีการผลิต 2562 ที่กำหนดให้รับประกันภัยเฉพาะพื้นที่เพาะปลูกที่มีเอกสารสิทธิ์

  1. เนื่องจากการดำเนินโครงการฯ ปีการผลิต 2563 จำเป็นต้องเร่งดำเนินการให้มีความสอดคล้องกับฤดูกาลเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูฝน) ของเกษตรกรซึ่งได้เริ่มต้นเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป และเพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการฯ ที่ต้องการให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการฯ อย่างทั่วถึงและได้รับความคุ้มครองตลอดระยะเวลาการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั้งฤดูการผลิต (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูฝนและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้ง) เพื่อลดผลกระทบความเสียหายที่เกิดจากภัยธรรมชาติ ซึ่งความเสียหายดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อเนื่องกับจำนวนเงินทุนของเกษตรกรที่มีไม่เพียงพอสำหรับใช้เพาะปลูกในปีการผลิตถัดไป กค. จึงได้นำเสนอแนวทางการดำเนินโครงการฯ ปีการผลิต 2563 เสนอต่อ นบขพ. พิจารณาในการประชุม ครั้งที่ 1/2563 เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2563 ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบแนวทางการดำเนินโครงการฯ ปีการผลิต 2563 ตามที่ กค. เสนอ โดยรายละเอียดของโครงการฯ ปีการผลิต 2563 สามารถกล่าวโดยสรุปได้ ดังนี้

หัวข้อ    รายละเอียด

  1. วัตถุประสงค์ เพื่อให้เกษตรกรมีเครื่องมือในการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านภัยพิบัติผ่านระบบการประกันภัย และเป็นการต่อยอดความช่วยเหลือของภาครัฐตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 เพื่อรองรับต้นทุนในการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้กับเกษตรกรเมื่อประสบเหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ รวมทั้งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐ

  1. พื้นที่เป้าหมายรับประกันภัย

(รวม Tier 1

และTier 2

ไม่เกิน 3 ล้านไร่) และอัตราค่าเบี้ยประกันภัย      

การประกันภัย        พื้นที่รับประกันภัย  อัตราค่าเบี้ยประกันภัย

(รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม

และอากรแสตมป์)

การรับประกันภัย

พื้นฐาน

(Tier 1)

 

     พื้นที่รวมไม่เกิน 2.9 ล้านไร่ โดยกำหนดค่าเบี้ยประกันภัยตามความเสี่ยงจริงของเกษตรกรแต่ละกลุ่ม แบ่งเป็น

(1) พื้นที่ที่ได้รับการอนุมัติสินเชื่อเพื่อการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปีการผลิต 2563 (เกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. ทุกราย) ไม่เกิน 2.8 ล้านไร่ (ประกันภัยกลุ่ม)        172.27 บาทต่อไร่

เท่ากันทุกพื้นที่

(2) พื้นที่ที่ไม่ได้รับการอนุมัติสินเชื่อเพื่อการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปีการผลิต 2563 (เกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. และเกษตรกรทั่วไป) ไม่เกิน 1 แสนไร่ (ประกันภัยรายบุคคล)

- รัฐบาลอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยข้างต้นทุกรายในอัตรา 108.27 บาทต่อไร่ จำนวนรวม 2.9 ล้านไร่

- ธ.ก.ส. อุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยในส่วนที่เหลืออีก 64 บาทต่อไร่ เฉพาะกลุ่มที่ (1) จำนวน 2.8 ล้านไร่

การรับประกันภัย

ร่วมจ่ายโดยสมัครใจ

(Tier 2)   พื้นที่ไม่เกิน 1 แสนไร่ โดยกำหนดค่าเบี้ยประกันภัยตามความเสี่ยงในแต่ละพื้นที่* ซึ่งเกษตรกรสามารถขอจ่ายเพิ่มได้เมื่อเอาประกันภัยจาก Tier 1 แล้ว แบ่งเป็น

ไม่เกิน 1 แสนไร่

(ประกันภัยรายบุคคล)           (1) พื้นที่เสี่ยงภัยต่ำ

97.37 บาทต่อไร่

(2) พื้นที่เสี่ยงภัยปานกลาง

108.07 บาทต่อไร่

(3) พื้นที่เสี่ยงภัยสูง

118.77 บาทต่อไร่

เกษตรกรจ่ายเองทั้งหมด

      หมายเหตุ : *พื้นที่เสี่ยงภัยต่ำ (พื้นที่สีเขียว) จำนวน 685 อำเภอ พื้นที่เสี่ยงภัยปานกลาง (พื้นที่สีเหลือง) จำนวน 110 อำเภอ พื้นที่เสี่ยงภัยสูง (พื้นที่สีแดง) จำนวน 133 อำเภอ

  1. ระยะเวลา

การขายประกัน       (1) สำหรับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รอบที่ 1 (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูฝน) นับตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบโครงการฯ-วันที่ 31 พฤษภาคม 2563

(2) สำหรับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รอบที่ 2 (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้ง) ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563-15 มกราคม 2564

  1. วงเงิน

ความคุ้มครอง    

พื้นที่     ภัยธรรมชาติ 7 ภัย

(น้ำท่วมหรือฝนตกหนัก ภัยแล้ง

ฝนแล้งหรือฝนทิ้งช่วง ลมพายุหรือพายุไต้ฝุ่น ภัยอากาศหนาวหรือน้ำค้างแข็ง ลูกเห็บ ไฟไหม้

และภัยช้างป่า)       ภัยศัตรูพืชหรือโรคระบาด

Tier 1      1,500 บาทต่อไร่    750 บาทต่อไร่

Tier 2      240 บาทต่อไร่        120 บาทต่อไร่

รวมไม่เกิน              1,740 บาทต่อไร่    870 บาทต่อไร่

  1. ภาระ

งบประมาณ

(เงินอุดหนุน

ค่าเบี้ย

ประกันภัย)             - ภายในวงเงิน 313.98 ล้านบาท (คิดจากพื้นที่เป้าหมาย 2.9 ล้านไร่)

โดยแบ่งเป็น

(1) ใช้จ่ายจากงบประมาณคงเหลือจากการดำเนินโครงการฯ ในปีการผลิต 2562 จำนวน 48.21 ล้านบาท

(2) ให้ ธ.ก.ส. ทดรองจ่ายเงินอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยแทนรัฐบาล จำนวน 265.77 ล้านบาท และให้ ธ.ก.ส. เบิกเงินชดเชยตามจำนวนที่จ่ายจริงพร้อมด้วยอัตราต้นทุนเงิน ในอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือน ธ.ก.ส. บวกร้อยละ 1 ในปีงบประมาณถัดไป

  1. การพิจารณา

ค่าสินไหม

ทดแทน   - จ่ายตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 และจ่ายเพิ่มเติมกรณีที่เสียหายจริงแต่ไม่อยู่ในเขตประกาศภัยตามที่ราชการกำหนด โดยการดำเนินการของสมาคมประกันฯ ธ.ก.ส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

  1. วันเริ่ม

ความคุ้มครอง        (1) เกษตรกรที่เป็นลูกค้าสินเชื่อ ธ.ก.ส. (กลุ่ม Tier 1) ซึ่งได้รับการอนุมัติสินเชื่อทั้งหมด ในการเพาะปลูกเริ่มตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการฯ ทั้งนี้ หากประสงค์เอาประกันภัยเพิ่มในส่วน Tier 2 จะเริ่มตั้งแต่วันที่เกษตรกรขอเอาประกันภัย

(2) เกษตรกรที่เป็นลูกค้าสินเชื่อ ธ.ก.ส. ซึ่งได้รับการอนุมัติสินเชื่อบางส่วนและประสงค์จะเอาประกันภัยเพิ่มเติมและเกษตรกรทั่วไป โดยรับภาระค่าเบี้ยประกันเองทั้งในส่วน Tier 1 และ Tier 2 เริ่มตั้งแต่วันที่เกษตรกรขอเอาประกันภัย

(3) กลุ่มเกษตรกรทั่วไป เริ่มตั้งแต่วันที่เกษตรกรขอเอาประกันภัย1 อัตราส่วนระหว่างความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วกับเบี้ยประกันภัยที่ถือเป็นรายได้

(โปรดตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีที่เป็นทางการจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง)

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา (นายกรัฐมนตรี) 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

สำนักโฆษก   สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โทร. 0 2288-4396  

******************************************

line logotwitterLike1 Share3Like1 Share1กด Like - Share  เพจ Corehoon-Power Time เพื่อติดตามเคล็ดลับ ข่าวสาร เทรนด์ และบทวิเคราะห์ดีๆ อัพเดตทุกวัน คัดสรรมาเพื่อท่านนักลงทุนโดยเฉพาะ

 Click Donate Support Web

SAM720x100px bgGC 790x90

SME720 x 100banpu 720x90 new1 1

ooKbee1

corehoon NEW2

 

 

ข่าวล่าสุด!!